รีวิวดูดไขมัน (โดยสมาชิกมาแชร์)

รีวิวศัลยกรรมดูดไขมัน ดูดไขมันต้นแขน ดูดไขมันต้นขา ดูดไขมันหน้าท้อง

แชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ ดูดไขมันที่ไหนดี มาแชร์เลย *สำหรับสมาชิกมาแชร์เท่านั้น (ห้ามคลินิกโพสต์ตั้งกระทู้)

ต้องเตรียมตัวก่อนดูดไขมันยังไง

เรามาดูวิธีการเตรียมตัวของสาวๆ ที่กำลังจะไปดูดไขมันกันดีกว่า เป็นความรู้ที่ควรรู้ไว้ค่ะ จะได้เตรียมตัว เตรียมใจได้ทัน

  • พบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คร่างกาย พูดคุย สอบถามประวัติส่วนตัว ว่าเราเคยแพ้ยาตัวไหนมาก่อนหรือเปล่า? มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง? เพื่อความปลอดภัยของคนไข้มากที่สุด จากนั้นจึงตกลงนัดวันเวลาในการดูดไขมัน
  • เมื่อตกลงจะทำแน่นอนแล้ว ภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรก ก่อนการผ่าตัดเราไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ (อันนี้เป็นมาตรฐานทั่วไป)
  • ไม่สูบบุหรี่ หรือ ดื่มแอลกอฮอลล์ ก่อนทำการผ่าตัด 1 – 2 สัปดาห์
  • สาวๆ ท่านใดมีประจำเดือน แนะนำว่าไม่ควรดูดไขมันในช่วงนี้ค่ะ เพราะระบบต่างๆ ในร่างกายกำลังอ่อนแอ

https://www.youtube.com/watch?v=Tf9jWVFUN6Q

ศัลยกรรมดูดไขมัน ดูดไขมันต้นขา ดูดไขมันต้นแขน หน้าท้อง

ดูดไขมัน เรื่องขำๆ ที่ใครก็ทำได้ การมีหน้าท้อง และสัดส่วนของร่างกายที่ได้สัดส่วน สวยงาม เป็นความต้องการของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มๆ หรือ สาวๆ ก็ดูเหมือนว่าจะนิยมทำกันซะเหลือเกิน แต่ก่อนจะดูดไขมันเรามาศึกษากันก่อนดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท เค้าทำกันยังไง ขั้นตอนการทำเป็นแบบไหน ดูดไขมันแล้วต้องดูแลตัวเองอย่างไร วันนี้ “มาแชร์ดอทคอม” มีคำตอบให้ทุกท่านอย่างแน่นอนค่ะ

ดูดไขมันมีกี่แบบ ดูดไขมันที่ไหนดี ?

การดูดไขมันแบบธรรมดา (Liposuction)

เป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า โดยแพทย์จะใช้เครื่องดูดไขมันลักษณะเป็นแท่งโลหะกลวง ดูดไขมันออกมาจากบริเวณที่ต้องการโดยตรง ไขมันจะถูกดูดออกมาพร้อมกับเลือด และเนื้อเยื่อของเรา ยิ่งดูดไขมันออกมามากเท่าไหร่ เลือดและเนื้อเยื่อของเราก็จะถูกดูดออกมามากขึ้นเท่านั้น น่ากลัวเหมือนกันเนอะ หากเราดูที่ขวดเก็บไขมันที่ดูดออกมา จะเห็นว่ามันแบ่งออกเป็นสองส่วน ไขมันลอยอยู่ด้านบน ส่วนเลือดจะจมอยู่ด้านล่าง

  • ข้อดี คือ สามารถดูดไขมันออกมาในปริมาณมาก
  • ข้อเสีย คือ คนไข้อ่อนเพลีย เพราะเสียเลือดและน้ำมาก ต้องมีการพักฟื้นร่างกาย ไม่สามารถกลับบ้านได้ทันที

การดูดไขมันแบบ Vaser (Liposelection)

เป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยีการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound หรือ Ultrasonic) ผ่านหัวแท่งโลหะ ทำให้ไขมันที่จับตัวเป็นก้อนๆ แตกตัวเป็นไขมันเหลว จากนั้นจึงใส่หัวดูดไขมันเข้าไปดูดไขมันเหลวออกมา

  • ข้อดี คือ การสูญเสียเลือด น้ำ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายน้อยมากค่ะ คนไข้ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น กลับบ้าน ทำงานต่อได้เลย
  • ข้อเสีย คือ ผิวหนังหลังจากทำการดูดไขมันแล้ว บางส่วนอาจไม่เรียบ ไม่กระชับในทันทีที่ทำ ต้องใช้ขั้นตอนอื่นๆ ช่วยให้กระชับ

การดูดไขมันแบบ Vaser Therma HD

แบบนี้ได้รับการพัฒนาจากแบบที่ 2 โดยขั้นตอนหลักจะเหมือนเดิม แต่จะเพิ่มในส่วนของการดูแลร่างกาย หลังจากการดูดไขมันเข้าไปด้วย เช่น มีการกำจัดรอยแตกลายของผิวในบริเวณที่ทำ, มีการกำจัดเซลลูไลท์ หรือแม้กระทั่งการปรับผิวหนังให้กระชับ เรียบเนียนขึ้น อันนี้แล้วแต่ที่ค่ะ ว่าจะมีออปชั่นเสริมอะไรบ้าง บางที่อาจมีทรีทเม้นท์ ครีมนวด ยากระชับ ผ้ารัดทรงต่างๆ โดยรวมๆ แล้วคือการดูแลผิว หลังการดูดไขมันนั่นเอง

  • ข้อดี คือ ผิวหนังบริเวณที่ทำ ฟื้นฟูได้เร็ว มีความกระชับ เรียบเนียนมากกว่า Vaser ธรรมดา
  • ข้อเสีย คือ คนไข้อาจต้องเสียเวลามาพบแพทย์หลายครั้ง เพราะการรักษายังไม่สิ้นสุด (สาวๆ ยอมอยู่แล้วเพื่อความสวย)

การดูดไขมันแบบ Vaser Plasma HD

แบบนี้ดูโปรขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่อยากกลับมาอ้วนอีก เพราะการดูดไขมันแบบนี้จะใช้ Plasma (เป็นแสงชนิดหนึ่ง) ทำลายเซลล์ต้นกำเนิดไขมันเลย เป็นการหยุดไม่ให้เซลล์เหล่านั้นกลับมาสร้างไขมันได้อีก อีกทั้ง Plasma ยังช่วยให้ผิวบริเวณที่ทำ มีการปรับโครงสร้างของผิวใหม่ ทำให้ผิวกระชับขึ้นอีกด้วย

  • ข้อดี คือ ผิวหนังกระชับ เรียบเนียนหลังจากการทำ รวมทั้งไขมันหายไปแบบไม่กลับมาอีก (ฉันไม่คบเธอแล้ว ไขมัน)
  • ข้อเสีย คือ เมื่อร่างกายขาดไขมันไป จะทำให้ความสามารถในการต้านทานอุณหภูมิหนาวเย็นลดลง (เราจะหนาวง่ายขึ้น ขี้หนาว ว่างั้น)

การดูดไขมันแบบ Body Tite

ใช้คลื่นวิทยุ [Radio Frequency (RF)] ซึ่งมีความถี่สูงกว่าแบบ Vaser ธรรมดา ส่งผ่านแท่งโลหะ โดยคลื่น RF นี้จะเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เพื่อสลายไขมันแข็งที่จับตัวเป็นก้อนให้กลายเป็นไขมันเหลว จากนั้นค่อยทำการดูดออกจากร่างกาย

  • ข้อดี คือ เจ้าคลื่นวิทยุ RF จะเข้าไปกระตุ้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนทำให้ผิวหนังกระชับ และมีความเรียบเนียน ไปพร้อมๆ กับการสลายไขมัน
  • ข้อเสีย คือ หนุ่มๆ อาจเหลียวมองหุ่นของสาวๆ กันจนคอหัก เพราะมันสวย ได้สัดส่วน แถมยังนวลเนียนอีกต่างหาก

การสลายไขมันด้วยวิธี Cool Sculpting

อันนี้แถมให้อีกอันค่ะ แบบนี้ไม่ใช่การดูดไขมัน แต่มันคือการสลายไขมันโดยใช้ความเย็น ส่งผ่านเข้าไปยังชั้นไขมันด้วยเครื่องมือชนิดหนึ่ง เมื่อเซลล์ไขมันได้รับความเย็นในระดับที่เหมาะสม เซลล์ไขมันจะตายและร่างกายก็จะขับออกมาได้เองตามธรรมชาติค่ะ

  • ข้อดี คือ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ทำเสร็จก็กลับบ้าน ทำงานได้ทันที ไม่มีรอยแผลใดๆ (เพราะไม่มีการผ่าตัดเลย)
  • ข้อเสีย คือ ราคา และค่าใช้จ่ายสูงมาก (แต่สำหรับสาวๆ ที่มีเงิน เรื่องนี้ชิวๆ) ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แพทย์ที่ชำนาญการยังมีไม่มากพอ

ขั้นตอนการดูดไขมันมีอะไร ต้องตามไปดู

ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการดูดไขมันแบบ Vaser นะคะ เพราะเห็นว่ากำลังเป็นที่นิยม มีขั้นตอนการทำที่ไม่ซับซ้อน และง่ายต่อการทำความเข้าใจ ส่วนจะมีขั้นตอนการทำอย่างไรนั้นตามมาเลยค่ะ

  1. หลังจากที่แพทย์ตกลงทำการดูดไขมันให้สาวๆ แล้ว ขั้นต่อมาคือ แพทย์จะทำการกำหนดตำแหน่งที่จะดูดไขมัน (วาดทิศทาง กำหนดขอบเขตที่จะทำ) จากนั้นแพทย์จะฉีดน้ำเกลือ (บางแห่งผสมยาชาด้วย เพื่อให้เวลาแทงหัว Vaser และหัวดูดไขมันคนไข้จะได้ไม่เจ็บ) เพื่อให้ไขมันกระจายตัว และมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นในการที่จะสอดแท่ง Vaser เข้าไปในบริเวณที่เราต้องการ

2 . แพทย์เปิดเครื่องปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อทำการสลายไขมันที่เป็นก้อนแข็ง ให้กลายเป็นไขมันแบบเหลวๆ

  1. แพทย์ใช้หัวดูดไขมัน ดูดไขมันเหลวออกมาเก็บไว้ในขวดเก็บไขมัน
  2. หากเป็นการดูดไขมันแบบ Vaser Therma HD, Vaser Plasma HD และ Body Tite แพทย์อาจมีการรัดกระชับสัดส่วน หรือมียานวด ทรีทเม้นท์ให้คนไข้ด้วย บางกรณีคนไข้อาจต้องกลับมาหาแพทย์อีกหลายครั้ง เพื่อตกแต่งทำให้ผิวหนังเข้ารูป สวยงาม ฟิตเฟิร์ม ตามความต้องการของคนไข้

ในการดูดไขมันด้วยวิธี Vaser นี้ จะใช้เวลาในการทำเพียง 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของแพทย์ที่ทำ) จากนั้นคนไข้สามารถกลับบ้านและทำงานได้ทันที การดูดไขมันด้วยวิธี Vaser สามารถทำได้เกือบทุกบริเวณ เช่น บริเวณต้นขา หน้าท้อง ท้องแขน สะโพก หลัง คอ คาง ฯ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ด้วยค่ะ

ดูแลตัวเองอย่างไร หลังดูดไขมัน

การดูแลตัวเองหลังจากทำการผ่าตัด ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรละเลยนะคะ เพราะหากเราดูแลตัวเองดี แผลจากการผ่าตัดจะหายเร็ว ไม่มีอาการแทรกซ้อน อีกทั้งยังช่วยลดอาการบาดเจ็บของร่างกายได้อีกด้วย ฮั่นแน่ อยากรู้แล้วใช่ไหมหละ เรามาดูกันค่ะ

  1. พยายามหลีกเลี่ยงการยกของหนัก เนื่องจากเวลาที่เรายกของหนัก ร่างกายจะมีการเกร็งกล้ามเนื้อ บางครั้งมีการเบ่ง อาจกระทบกระเทือนต่อบาดแผลที่เพิ่งทำการผ่าตัดมา
  2. ในช่วงของสัปดาห์แรก บริเวณปากแผลที่ทำการผ่าตัด อาจมีน้ำเกลือซึมๆ ออกมา อันนี้ไม่ต้องตกใจนะคะเป็นเรื่องปกติ เราสามารถใช้ผ้าก๊อซพันบริเวณแผลได้ และควรเปลี่ยนบ่อยๆ (อันนี้ ให้แพทย์แนะนำจะดีกว่านะ)
  3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีการหมักดองต่างๆ เช่น ปลาร้า แหนม ผักดอง ผลไม้ดอง ฯลฯ รวมทั้งอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน เช่น ส้มตำเผ็ดจัด ของหวานที่หวานจัด หรือ อาหารที่เค็มจัด (พวกที่มันจัดเกินไป งดเอาไว้ก่อนนะ)
  4. งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ ในช่วง 2 สัปดาห์แรกเพราะแอลกอฮอลล์จะทำให้แผลหายช้า
  5. งดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด ในช่วง 2 สัปดาห์แรก (ถ้าไม่อยากแผลเหวอะหวะ อดใจไว้ หรือ เลิกไปเลยก็ดี)
  6. ข้อนี้สำคัญมากค่ะ อย่าให้แผลโดนน้ำเด็ดขาด ไม่งั้นแผลหายช้าไม่รู้ด้วยนะ
  7. การนอนหมอนสูง มีส่วนช่วยให้บาดแผลไม่บวม ช้ำ เลือดไม่คั่งบริเวณที่ทำการผ่าตัดมา

เป็นอย่างไรคะ ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการดูดไขมันกันอย่างเต็มอิ่มจุใจ มาถึงตรงนี้ ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีคงจะเลือกได้แล้วนะว่าจะทำแบบไหน สำหรับเพื่อนๆ ที่คิดจะทำ ขอให้เลือกสถานที่ที่จะดูดไขมันให้ดี มีความน่าเชื่อถือ แพทย์ที่ทำควรมีประสบการณ์ และฝีมือพอสมควร (ดูจากเหยื่อ เอ้ย ลูกค้าที่มาทำว่าผลงานเป็นอย่างไร ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง) เครื่องไม้เครื่องมือสะอาด ปลอดภัย มีความทันสมัย และที่ลืมไม่ได้คือ งบประมาณในการทำต้องไม่แพงจนเกินไปด้วยนะคะ